2009/Mar/28

เราไม่ได้คิดไปเองใช่มั้ย?

ที่ร้านอาหาร...

เรารู้สึกว่าโดนมอง จ้อง เรานั่งหันหลังให้
จนเราจะลุกออกจากร้านก็ยังรู้สึกถึงสายตาคู่นั้น
แต่พอเราเดินผ่านไป เค้าก็เฉมองไปที่อื่นเสีย
หรือเราคิดไปเอง... แต่เรารู้สึกได้จริงๆ.. อาจจะคิดไปเอง.

ที่โรงอาหาร...

เรากินข้าวอยู่ เรามองไปเรื่อยๆ นอกโรงอาหาร
รู้สึกคุ้นหน้าจัง แต่ไม่แน่ใจ
เค้ามองไปมา แล้วหยุดสายตาอยู่ที่เรา
(?)
เค้ายิ้มค้างไว้ เหมือนจะยิ้มให้ คงไม่ใช่หรอก
เค้ายังจ้องตรงมา เราเขินนะ ก็กินข้าวอยู่
เราทำเป็นนิ่ง แกล้งไม่สนใจก้มหน้ากินต่อ
เค้าหาโต๊ะได้แล้ว เดินไปนั่ง อยู่ไม่ไกล
ช่างยิ้มได้น่ารักเหลือเกิน.....

ที่ตลาด...

หิวจริงๆ.. ยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า นี่ก็บ่ายแล้ว
เดินไปเรื่อยๆ.. จะไปซื้อลาซาญญ่า
เห็นเค้าเดินผ่านไป ไม่เอาแล้วลาซาญญ่า
เค้าคงรีบมั้ง ไม่สนใจอะไรรอบด้านเลยสักนิด

ที่ลานแสดง...

เห็นเค้าเด่นมาก่อนใคร ทำไมหน้าซีดจังเลย
พยายามเดินไปยืนดูการแสดงใกล้ๆ แต่เพื่อนกลับพาไปใกล้กว่า
ยืนติดกันด้วย ตื่นเต้นมากเลย เค้าสูงจัง
ตื่นเต้น และ เขิน มากๆ
น่ารักจังเลย

บริเวณโต๊ะและที่นั่ง...

เค้ายืนอยู่ เพื่อนเข้าไปขอเค้าถ่ายรูป
เค้ายิ้มและตกลง น่ารักจริงๆ
เพื่อนหันมาถามว่าจะถ่ายด้วยไหม
เราส่ายหน้าแรงๆ เขิน ไม่กล้ามองหน้าเค้า
เหมือนเค้าจะแสดงสีหน้าบางอย่าง เสียดายที่ไม่กล้ามอง
เสียดาย..ที่ไม่กล้าเข้าไปถ่ายรูปคู่กับเค้า

ที่เวที...

เค้าน่ารักมาก สุดๆเลย

ไม่คิดว่าเค้าจะมาวันนี้ แปลกใจและดีใจจัง

เค้าน่ารักจริงๆ คนชมเค้าเยอะมาก กรี๊ดกันลั่นไปหมด

เริ่มรู้สึกเห็นชัดว่าเค้าช่างแตกต่างกับเรา

เค้าดูดี เป็นที่รู้จัก คนชอบเยอะแยะ
เรามันธรรมดา บ้านๆ ไม่มีอะไรดีสักอย่าง

เค้าคงจำเราไม่ได้ แม้แต่ที่ว่าเคยเห็นหน้าค่าตากันมา
เราจำเค้าได้แม่น และหวังว่าจะได้เจอบ่อยๆ

เค้าดูมีคนล้อมหน้าล้อมหลังตลอด
เรามันคนขี้อาย ไม่ค่อยกล้าพูด กล้าคุยกับคนอื่น

คนที่ดูดี เพอเฟกต์ขนาดนี้ จะมาสนใจคนบ้านๆแบบเราได้ยังไง จริงไหม?

เค้ากับเราแตกต่างกันเหลือเกิน...

...แตกต่างจนไม่คิดว่าจะมีโอกาสมารู้จักกันได้

มันไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นสิ่งที่เราคิดไปเองทั้งหมด

edit @ 28 Mar 2009 00:38:34 by neoneo

2008/Dec/01

... 12 : 57am ...

ห้องนอนผนังสีครีมเพดานขาว ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ก็มีสไตล์ ดูโล่งสะอาดสบายตา

ภายในห้องเปิดไฟสว่างโล่ เหตุเพราะสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวในห้องยังไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะอยากหลับตาล้มตัวลงนอนแม้บรรยากาศและเวลาจะอำนวยมากมายขนาดไหนก็ตาม

 

รอบกายเป็นเตียงขนาดควีนไซส์สีเดียวกับเพดานห้อง ผ้าห่มสีขาวเช่นเดียวกับหมอนข้างและหมอนอีกสามใบ โดยที่ทั้งหมดวางเกลื่อนกลาดอยู่บนเตียง  เตียงนอนอันไม่เป็นระเบียบนี้ ช่างเป็นภาพที่ขัดกับสภาพโดยรอบของห้องที่จัดไว้อย่างเรียบร้อย

 

แต่ภาพของเตียงนอนก็ดูจะบ่งบอกถึงสภาพจิตใจของผู้ครอบครองเตียงนี้ ณ เวลานี้ได้เป็นอย่างดี

 

ยามหลับตา เสียงที่ผ่านเข้ามายังโสตประสาตเป็นเสียงเครื่องยนต์แล่นผ่านมาผ่านไปอยู่ด้านนอก

 

ห้องนอนห้องนี้เป็นห้องนอนที่อยู่บนชั้นสาม หน้าระเบียงห้องหันออกสู่ถนนใหญ่

ที่สำคัญถนนนี้ยังเป็นถนนสายหลักที่ผู้คนเลือกใช้เมื่อต้องการเข้าหรือออกจากเมืองหลวงของประเทศ

ดังนั้น แม้จะเป็นเวลาดึกดื่นค่ำมืดขนาดไหน แต่ก็ไม่เคยเลยที่ถนนสายนี้จะเงียบเสียงลงไปได้

 

เมื่อสักชั่วโมงกว่าก่อนหน้า ยามที่แง้มม่านออก สอดส่ายสายตาลอบสังเกตยานพาหนะหลากขนาดที่สัญจรไปมาบนถนนหน้าห้อง

ภาพที่เห็นหากเป็นเวลาปกติก็ดูจะไม่น่าสนใจอะไรเลย แต่ในเวลาที่จิตใจยังว้าวุ่นและฟุ้งซ่านเช่นนี้

ภาพที่เห็นก็กวนตะกอนอะไรบางอย่างในใจได้อย่างน่าประหลาด

 

รถหกล้อและสิบล้อ วิ่งเสียงหนัก กึง กึง กึง... บ่งบอกได้ถึงน้ำหนักของสิ่งของที่บรรทุกอยู่บนรถ

ต่างจากเสียงรถเก๋งที่เมื่อผ่านเข้าสู่สายตา หูก็สดับได้แค่เสียงคล้ายแมลงวันบินผ่านหู เหมือนลมพัด วิ้ว วิ้ว...แรงๆผ่านไป

 

ด้านหนึ่งเป็นภาพนิ่งของสิ่งปลูกสร้างในบริเวณบ้านที่อยู่ภายใต้แสงสว่าง มองเห็นชัดเจน ดูปลอดภัย

อีกด้านเป็นภาพถนนใหญ่มีการเคลื่อนไหวไปมาของเครื่องยนต์ติดล้อที่มีขนาดและจำนวนล้อผันตามกัน

 นอกจากเสียงแล้ว สิ่งที่บ่งบอกให้รู้ว่ามีบางอย่างเคลื่อนที่บนถนนไปก็คือลำแสงที่ทอดเป็นลำเล็กๆระยะสั้นๆจากรถเท่านั้น

 

ภาพคืนนี้ต่างกันลิบลับกับภาพคืนก่อนๆที่มองผ่านหน้าต่างของห้องนอนอีกฝั่งของบ้านหลังนี้  ฝั่งที่ติดกับป่าสีเขียวเป็นแนวยาว

ในวันก่อนๆ ภาพที่เห็นช่วงเย็นถึงหัวค่ำจะเป็นภาพฝูงลิง วิ่งบ้าง เดินบ้าง ห้อยโหนเกาะต้นไม้ มุ่งหน้าไปหากองผลไม้และอาหารกองใหญ่ที่คนทั่วไปรวมทั้งพ่อค้าแม่ค้าใจบุญนำมาให้เหล่าวานรผู้เป็นเจ้าของเดิมของที่ดินละแวกนี้

 แล้วพอตกกลางคืนก็พากันกลับเข้าป่า หาที่พักปลอดภัยบนคบไม้บ้าง ในป่าส่วนที่ลึกเข้าไปปลอดสายตาจุ้นจ้านของมนุษย์ที่อยากรู้อยากเห็นบ้าง

ภาพที่เห็นได้ในช่วงฟ้ามืดก็จะเป็นภาพทึมๆลางๆของต้นไม่ในป่าที่หากมีใครส่องสปอทไลท์ออกไปก็จะเห็นบรรดาลิงน้อยใหญ่นอนบนต้นไม้ต้นนั้นต้นนี้ (มีคนทำแล้ว ถึงได้รู้ว่าเห็นอย่างที่ว่าจริง)

 

...

 

กลับมาพูดถึงตะกอนที่ถูกกวน หากจะให้ระบุชัดว่าตะกอนนี้มีอะไรเป็นสารตั้งต้น และตัวมันเป็นสารชนิดใดก็ทำไม่ได้

ตะกอนในใจยังคงขุ่นและยังไม่ตกลงไปนอนก้น ดังนั้นจึงยังหาคำตอบไม่ได้ว่าบรรดาภาพ(หรือเสียง)มันก่อให้เกิดอะไรกันแน่

แต่ ณ เวลานี้ ขอเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า ตะกอน ไปก่อนก็แล้วกัน

... ตะกอนที่สร้างความสับสน ว้าวุ่นใจได้มากมายเหลือเกิน ...

2008/Dec/01

 

ช่วงเวลาที่เรารู้สึกอ่อนแอที่สุด

ช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าเราอยากมีคนเคียงข้าง

เวลากลางคืน ช่างน่าหนาวใจจริงๆ

 

“ ...นอกบ้าน:

          ความมืดภายใต้ท้องฟ้าที่ไร้ซึ่งแสงดาว เสียงลมพัดและใบไม้สั่นไหว อากาศแห้งวันชื้นวัน ไม่คงที่ แต่คงความไม่สบายตัว

ในห้องนอน:

          อุณหภูมิที่ลดต่ำลงจากเครื่องปรับอากาศ แสงสว่างน้อยนิดแต่เป็นเพียงแสงเดียวในห้องที่ออกมาจากหน้าจอแลปทอปเบื้องหน้า

ความเงียบเหงา ว้าเหว่ วังเวงจากสิ่งเหล่านี้เทียบไม่ได้เลย กับความว่างเปล่า

...ความว่างเปล่ารอบกาย และ ช่องที่ว่างที่ยังไม่เติมเต็มข้างในใจ...

 

   กลางคืน... เมื่อไหร่ที่มันมาถึง เราไม่เคยจะรู้สึกถึงมันในฐานะของ 'กลางคืน'

   เรารู้แค่ว่า กลางคืน ไม่มีแสงและไม่มีความร้อนที่ถ่ายทอดมาจากดวงอาทิตย์

 

   แต่ความอบอุ่นและความชัดเจนที่เราเคยคิดว่าเราเคยมีในเวลาที่ไม่ใช่กลางคืน ก็ไม่มีจริง

 

   เวลากลางวัน ช่องว่างของเราก็ยังคงอยู่ เพียงแค่เรามองไม่เห็นภายใต้แสงสว่าง

   เวลากลางคืน ช่องว่าง ความว่างเปล่าของเราปรากฏชัดขึ้น เมื่อแสงไฟลับขอบฟ้า และความมืดเคลื่อนตัวเข้าครอบคลุมรอบกายรวมทั้งภายในจิตใจ

 

   กลางคืนพาเอาความเหงา ความเศร้า ความเปล่าเปลี่ยวมาหาเราอย่างสม่ำเสมอ

   สม่ำเสมอจนน่ามอบรางวัลประกาศเกียรติคุณความเที่ยงตรงให้

 

   อย่างไรก็ตาม เราต้องขอบคุณกลางคืน

    ขอบคุณ... ที่ทำให้เรารู้ว่า ความเหงา เป็นเช่นไร... ”

 

 

ยากนักหักใจไม่ให้คิด

ยากนักหักใจไม่ให้หวัง

ยากนักหักใจไม่ให้ชัง

(แต่ยังไม่)ยากที่สุด หักห้ามใจให้รู้ลืม

 

ตอนนี้ยังลืมไม่ได้ ต่อไปก็ไม่รู้จะลืมได้ไหม แต่แน่ใจว่าความรู้สึกจะต้องปรับได้ในเร็ววัน

 

 

“ ...มันจะเป็นอีกหนึ่งบทบันทึกความทรงจำ

   ความทรงจำที่เคยมีสีสันสดสวยแต่กลายเปลี่ยนเป็นสีเทาด้วยความอนุเคราะห์ของกาลเวลา

   เป็นอีกหนึ่งบทบันทึกที่ตัดขาดอย่างสิ้นเชิงจากปัจจุบันของอนาคต

   หากก็ตราตรึงในความทรงจำ ทำให้เราได้ยิ้ม ได้หัวเราะ ได้เขินอาย หรือแม้กระทั่งเรียกหยดน้ำใสให้ออกมาชะล้างดวงตา... ”ฟ